• Print

  • display17-01

  • display16-01

  • display9-01

  • display10-01

  • display11-01
  • display8-01
  • display5-01
  • display4-01

ประวัติความเป็นมา

ความเดิมมีอยู่ว่า “พญาชัยชมภู” หรือ “เจ้าพ่อพญาชมภู” ซึ่งเป็นผู้ถือกำเนิดอยู่ ณ แคว้นไทยเดิมบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ในการปกครองครั้งก่อนโน้นมี “พ่อพญาชมภู” กับ “พ่อพญาผาบ” ได้ปกครองบ้านเมืองร่วมกัน แต่จะเป็นเพราะด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ พ่อพญาทั้งสองเกิดมีทัศนะไม่ตรงกัน ได้แบ่งกำลังพลออกจากกันเป็นสองก๊กสองเหล่า และได้ยกกำลังพลทั้งสองฝ่ายสู้รบกัน ฝ่ายพ่อพญาชมภูได้พิจารณาทบทวนแล้วว่า ขืนปล่อยให้มีการสู้รบกัน ก็จะเสียกำลังพลโดยเปล่าประโยชน์ จึงตัดสินใจนำกำลังพลล่าถอยลงมาพักยังแคว้นพญามังราย หรือ จ.เชียงราย ในปัจจุบัน และได้หยุดทัพอยู่ที่ จ.เชียงราย ประมาณ 5 ปี แต่เนื่องจากเห็นว่าภูมิประเทศดังกล่าวไม่เหมาะสมกับการตั้งหลักปักฐาน จึงได้อพยพลงมาทางใต้มาถึงแคว้นเขลางนคร หรือ จ.ลำปาง ในปัจจุบัน และตั้งหลักปักฐานอยู่ประมาณ 3 ปี แต่แคว้นเขลางนครในสมัยนั้น ยังอยู่ในการปกครองดูแลของพญาผาบ ซึ่งอพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนาเช่นกัน จึงได้มีการต่อสู้และขับไล่พ่อพญาชมภูจนต้องถอยหนีอีกครั้งหนึ่งผ่านแคว้นหริภุญชัย หรือ จ.ลำพูน ในปัจจุบัน พ่อพญาชมภูได้อพยพมาจนถึงเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์ หรือเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งในสมัยนั้นมีความเจริญอย่างมาก เนื่องจากพ่อขุนเม็งรายมหาราชได้สร้างความเจริญไว้ ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศเหมาะสมในการตั้งรกราก ท่านเจ้าพ่อพญาชมภูจึงได้ตัดสินใจตั้งหลักปักฐานอยู่ร่วมกับครอบครัวและลูกอีกสามคน ซึ่งได้แก่บริเวณแจ่งขะต้ำในปัจจุบัน และอาศัยอยู่ในที่ดังกล่าวประมาณ 10 ปี

ประมาณปี พ.ศ. 2180 เจ้าพ่อพญาชมภู ได้ทำการสำรวจภูมิประเทศทางด้านทิศใต้ จนได้พบกับสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำมาหากิน ซึ่งชุมชนดังกล่าวคือ “บ้านป่าแดง” และที่นั่นเองเจ้าพ่อพญาชมภูได้พบรักกับ “นางธิ” (หรือแม่อุ้ยธิ ซึ่งเป็นที่รู้จักของชาวพญาชมภูในปัจจุบัน) โดยอยู่กินกันและสร้างบ้านอยู่อาศัยหลังหนึ่ง ปัจจุบันบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของ “สถานีอนามัยตำบลชมภู” วันหนึ่งนางธิได้ออกไปเก็บผักตำลึงบริเวณชายป่าใกล้หมู่บ้าน และได้พบพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งลักษณะใหญ่โตงดงามเป็นพระพุทธรูปปางสะดุ้งมารสมัยสุโขทัย ซึ่งบริเวณที่พบเป็นวัดร้าง ป่าแดง ทางเจ้าพ่อพญาชมภูและชาวบ้านได้ปรึกษากันว่า สมควรที่จะบูรณะสถานที่ดังกล่าวให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาสืบไป เมื่อทำการบูรณะเสร็จแล้วจึงพร้อมใจกันตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดพญาชมภู”

หลังจากเจ้าพ่อพญาชมภู ได้นางธิเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง ท่านก็ได้พัฒนาสถานที่ทั้งสองแห่งจนเจริญรุ่งเรือง สำหรับบ้านป่าแดงในปัจจุบันได้ยกฐานะเป็น “บ้านพญาชมภู” และตำบลชมภู ขึ้นตรงต่ออำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยตำบลชมภูมีหมู่บ้านทั้งหมด 9 หมู่บ้าน ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 ทางกำนันและผู้ใหญ่บ้านองค์การบริหารส่วนตำบลชมภูและพี่น้องประชาชนชาวตำบลชมภู ได้ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์จัดสร้างอนุสาวรีย์พ่อพญาชมพูขนาดเท่าพระองค์จริง ตั้งประดิษฐานบริเวณหน้าวัดพญาชมภู เพื่อเป็นที่เคารพสักการะของชาวตำบลชมภู และนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมวังมัจฉาพญาชมภู